ทำไมอินเวอร์เตอร์ไฮบริดถึงตัดทั้งที่แบตยังไม่เต็ม
ก่อนไล่แก้ปัญหา ต้องเข้าใจก่อนว่าอินเวอร์เตอร์ไฮบริดมองแบตอย่างไร เพราะมันไม่ได้ดูแค่เปอร์เซ็นต์ แต่ดูแรงดันและกระแสเป็นหลัก
อินเวอร์เตอร์ไฮบริดชาร์จแบตผ่านแรงดัน ไม่ใช่เปอร์เซ็นต์
ตัวเลข 80% หรือ 100% ที่หน้าจอแสดง ไม่ได้มาจากการนับประจุโดยตรง แต่เครื่องแปลงจากแรงดันที่วัดได้ที่ขั้วแบต เทียบกับค่าที่ตั้งไว้ในเมนู ได้แก่ bulk voltage (ชาร์จเต็มกำลัง), absorption voltage (ชาร์จเสริมให้เต็มจริง) และ float voltage (คงแรงดันหลังเต็ม)
ถ้าค่าพวกนี้ตั้งไม่ตรงกับแบตที่ใช้ เครื่องจะตัดการชาร์จก่อนแบตเต็ม หรือบางทีชาร์จวนซ้ำโดยไม่ยอมหยุด เพราะเครื่องคิดว่ายังไม่ถึงเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งไว้ ทั้งที่แบตจริงๆ รับพลังงานได้เต็มที่แล้ว
สัญญาณที่บอกว่าปัญหาอยู่ที่การตั้งค่า ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์
มีสัญญาณหลายอย่างที่สังเกตได้จากหน้าจอเครื่องโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ สัญญาณพวกนี้บอกได้เลยว่าปัญหาอยู่ที่ค่าตั้ง ไม่ใช่ฮาร์ดแวร์เสีย
- แรงดันขึ้นเร็วผิดปกติ ชาร์จได้ไม่กี่นาทีแล้วหน้าจอขึ้น Full
- เครื่องตัดชาร์จแล้วกลับมาชาร์จใหม่ซ้ำๆ ในเวลาสั้น
- BMS ของแบตตัดวงจรบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่กระแสชาร์จสูง
- แบตดรอปแรงดันทันทีที่โหลดเข้า ทั้งที่หน้าจอแสดงว่าเต็ม
ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้ ให้เข้าเมนูตั้งค่าก่อนเลย ยังไม่ต้องแตะสายหรืออุปกรณ์ใดๆ เพราะปัญหาส่วนใหญ่จบได้ในหน้าจอนั้น
สาเหตุที่ 1 ตั้งค่า Battery Type ผิดประเภท
นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด และแก้ง่ายที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ข้ามขั้นตอนนี้ไปเพราะคิดว่าเครื่องตั้งค่ามาดีแล้วจากโรงงาน
ค่า default ในเครื่องมักถูกตั้งมาสำหรับแบตตะกั่ว-กรด
อินเวอร์เตอร์ไฮบริดส่วนใหญ่ออกจากโรงงานมาพร้อมค่าที่ตั้งสำหรับแบต sealed lead acid หรือ flooded lead acid ค่า bulk voltage ของระบบ 12V จะอยู่ที่ประมาณ 14.4V ซึ่งเหมาะกับแบตตะกั่วทั่วไป
ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อเอาแบต LiFePO4 มาต่อ เพราะแบตลิเธียมเหล็กฟอสเฟตต้องการ bulk voltage ที่ 14.6V และมีช่วง absorption ที่ต่างออกไปชัดเจน เครื่องที่ยังตั้งค่าสำหรับแบตตะกั่วจะตัดการชาร์จก่อนที่ BMS ของแบตลิเธียมจะยอมรับว่าเต็ม ผลคือแบตได้รับพลังงานไม่เต็มทุกรอบ เสื่อมเร็วโดยไม่รู้ตัว
อินเวอร์เตอร์ไฮบริด 6.5kW 48V ยี่ห้อ LUX POWER — ระบบ 48V ที่มีเมนูตั้งค่า Battery Type และ voltage ชัดเจน เหมาะสำหรับแสดงวิธีเช็กค่า bulk/absorption/float ตามที่บทความสอน
ดูสินค้าวิธีเข้าไปเปลี่ยนค่า Battery Type และแรงดันชาร์จให้ตรงกับแบตที่ใช้
ขั้นตอนเข้าเมนูต่างกันตามยี่ห้อ แต่ส่วนใหญ่ทำได้ไม่ยาก เปิด datasheet แบตไว้ข้างๆ แล้วทำตามนี้
- กด Enter ค้างหรือกด Prog เพื่อเข้าโหมดตั้งค่า (แล้วแต่รุ่น บางรุ่นกด ESC ค้าง)
- หาหัวข้อ Battery Type เลือกให้ตรงกับแบตที่ใช้ (AGM / Gel / Lithium / User-defined)
- ถ้าเลือก User-defined ได้ ให้ตั้ง bulk voltage, absorption voltage, float voltage ตามค่าใน datasheet แบตจริง
- ห้ามเดาค่า — ถ้าไม่มี datasheet ติดต่อผู้ขายแบตก่อนแตะค่าพวกนี้
สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าตั้ง absorption voltage สูงเกิน สำหรับแบตลิเธียม BMS จะตัดทันที และถ้าตั้งต่ำเกินไปแบตก็จะชาร์จไม่เต็มทุกรอบ ค่าที่ถูกต้องมาจาก datasheet เท่านั้น
อินเวอร์เตอร์ไฮบริด 6kW 48V ยี่ห้อ LUX POWER — ระบบ 48V ที่มีการตั้งค่าเครื่องครบถ้วน เหมาะเป็นตัวอย่างการตรวจสอบ Max Charging Current ตามขนาดแบตเตอรี่
ดูสินค้าสาเหตุที่ 2 ขนาดแบตไม่พอรับกระแสชาร์จจากเครื่อง
แม้ตั้งค่าถูกแล้ว ยังมีอีกจุดที่ทำให้ชาร์จไม่เข้า หรือชาร์จได้ช้าผิดปกติ — นั่นคือขนาด Ah ของแบตกับกระแสชาร์จสูงสุดของเครื่องไม่สมดุลกัน
กระแสชาร์จสูงเกินไปสำหรับแบตก้อนเล็ก BMS ตัดทันที
อินเวอร์เตอร์ไฮบริดบางรุ่นชาร์จกระแสสูงถึง 60-80A ตามค่า default ที่โรงงานตั้งมา ถ้าต่อแบตที่ BMS รับกระแสชาร์จสูงสุดได้แค่ 30A BMS จะตัดวงจรทันทีที่กระแสเกินขีด เครื่องจะแสดง error หรือตัดชาร์จแล้วกลับมาใหม่ซ้ำๆ
หลายคนเห็นอาการนี้แล้วคิดว่าเครื่องหรือแบตมีปัญหา ทั้งที่จริงๆ แค่กระแสชาร์จมากเกินกว่าที่แบตรับไหว เปลี่ยนค่า Max Charging Current ในเมนูให้ไม่เกิน 0.2C ของ Ah แบต ปัญหาหายทันที
วิธีคำนวณกระแสชาร์จที่แบตรับได้และตั้งค่าในเครื่อง
สูตรที่ใช้ได้จริงคือ Ah × 0.2 = กระแสชาร์จสูงสุดที่ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น
- แบต 100Ah → ชาร์จสูงสุดไม่เกิน 20A
- แบต 200Ah → ชาร์จสูงสุดไม่เกิน 40A
- แบต 300Ah → ชาร์จสูงสุดไม่เกิน 60A
แบต LiFePO4 บางรุ่นรับได้ถึง 1C (100A สำหรับแบต 100Ah) แต่ต้องดูจาก spec จริงของแบตก้อนนั้นเท่านั้น ห้ามอนุมานจากยี่ห้อหรือราคา ถ้าไม่มีข้อมูลชัดเจน ใช้ 0.2C ไว้ก่อนเสมอ เพราะปลอดภัยกับแบตทุกประเภท
อินเวอร์เตอร์ไฮบริด 24V ขนาด 4.2KW พร้อม MPPT 120A — ตรงกับระบบ 24V ที่บทความอธิบาย เหมาะเป็นตัวอย่างการคำนวณ Max Charging Current ตามขนาดแบต
ดูสินค้าสาเหตุที่ 3 แรงดันสายและจุดต่อที่ทำให้เครื่องอ่านค่าผิด
สาเหตุที่สามมักถูกมองข้ามเพราะดูไม่เกี่ยวกับการตั้งค่า แต่หลายเคสที่แก้ค่าในเมนูแล้วยังชาร์จไม่เข้า ปัญหาอยู่ที่สายและขั้วต่อ
สายแบตเล็กเกินทำให้แรงดันดรอประหว่างเครื่องกับแบต
สายแบตที่เล็กเกินหรือยาวเกินจะมีความต้านทานสูง เมื่อกระแสชาร์จไหลผ่าน แรงดันจะตกที่สายก่อนถึงแบต เครื่องวัดแรงดันที่ขั้วตัวเอง เห็นว่าถึงค่า absorption แล้วก็ตัด แต่แบตจริงๆ ได้รับแรงดันต่ำกว่านั้น ชาร์จไม่เต็มทุกรอบ
ขนาดสายที่ควรใช้ขึ้นกับกระแสชาร์จ ถ้าชาร์จ 30A ขึ้นไป สายแบตควรใช้อย่างน้อย 10 ตร.มม. และความยาวรวม (ไปกลับ) ไม่ควรเกิน 2 เมตร ถ้าจำเป็นต้องยาวกว่านั้น ต้องขยายขนาดสายขึ้นตามสัดส่วน การขันขั้วต่อให้แน่นก็สำคัญไม่แพ้กัน ขั้วหลวมทำให้ความต้านทานพุ่งได้เช่นกัน
สายแบตเตอรี่ 10 ตร.มม. ทองแดงแท้ — เครื่องมือสำหรับตรวจสอบและแก้ไขปัญหาแรงดันสายตามขั้นตอนที่ 3 ของบทความ ช่วยให้เครื่องอ่านค่าแรงดันถูกต้อง
ดูสินค้าวิธีวัดแรงดันที่ขั้วแบตจริงเพื่อเทียบกับที่เครื่องแสดง
วิธีวินิจฉัยที่เร็วที่สุดคือใช้ มัลติมิเตอร์ วัดแรงดันที่ขั้วแบตโดยตรงระหว่างที่เครื่องกำลังชาร์จอยู่ แล้วเทียบกับค่าที่หน้าจอเครื่องแสดง
- ตั้งมัลติมิเตอร์ที่ย่าน DC Voltage ให้เกินแรงดันระบบ (เช่น 20V สำหรับระบบ 12V หรือ 200V สำหรับระบบ 48V)
- แตะโพรบที่ขั้ว + และ − ของแบตโดยตรง ไม่ใช่ที่ขั้วเครื่อง
- ถ้าค่าต่างกันเกิน 0.3-0.5V แสดงว่ามี voltage drop ที่สายหรือขั้วต่อ
ถ้าต่างกันมาก ให้ตรวจสายและขั้วก่อน แล้วค่อยพิจารณาเปลี่ยนสาย ไม่ต้องรีบส่งเครื่องซ่อม เพราะปัญหานี้แก้ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งช่าง
มัลติมิเตอร์ดิจิตอล HABOTEST 600V พร้อมฟังก์ชัน NCV — เครื่องวัดแรงดันที่เหมาะสำหรับตรวจสอบแรงดันจริงที่ขั้วแบตตามขั้นตอนที่ 3 ของบทความ
ดูสินค้ามัลติมิเตอร์ดิจิตอล Deli 600V — เครื่องมือที่บทความแนะนำให้ใช้วัดแรงดันที่ขั้วแบตจริงระหว่างชาร์จ เพื่อเทียบกับหน้าจอเครื่อง
ดูสินค้า