ความเชื่อที่พาพลาด: mounting ทำเร็วๆ ก็ได้ แผงไม่ได้หนักอะไร
หลายคนที่เริ่มต่อระบบโซล่าเซลล์ครั้งแรกมักประเมินน้ำหนักและแรงลมต่ำกว่าความเป็นจริง แผงขนาด 400-500 วัตต์หนักประมาณ 20-25 กิโลกรัมต่อแผง และเมื่อลมพัดผ่านพื้นที่รับลมของแผง แรงดึงที่จุดยึดสูงกว่าที่คิดมาก
แผงโซล่าเซลล์หนักแค่ไหนเมื่อลมพัด
น้ำหนักแผงที่วัดได้ตอนแบกขึ้นหลังคากับแรงที่จุดยึดต้องรับจริงๆ คือคนละเรื่องกัน เวลาลมพัดผ่านแผงที่ตั้งเอียง จะเกิดแรงยก (uplift) ด้านล่างแผงและแรงดึงที่สกรูยึดฟุต แรงนี้ขึ้นกับความเร็วลม มุมเอียงแผง และพื้นที่รับลม
แผงขนาด 1.7 ตารางเมตร ที่ติดบนหลังคาเอียง 15-30 องศา เวลาลมพัด 60-80 กม./ชม. (ซึ่งไม่ใช่พายุ แค่ลมฝนธรรมดา) จะสร้างแรงดึงที่จุดยึดแต่ละจุดได้หลายสิบกิโลกรัม ถ้าฟุตยึดอยู่กับแผ่นเมทัลชีทลอยๆ โดยไม่โดนโครงเหล็กด้านล่าง แรงนี้จะดึงสกรูออกมาจากหลังคาได้เลย
ของที่ซื้อมาพลาดตั้งแต่แรก: ฟุตและราวที่ไม่ได้ spec สำหรับงานหลังคา
ของที่ขายอยู่ใน marketplace มีหลายระดับ ตั้งแต่ชุดที่ออกแบบสำหรับงานหลังคาจริงไปจนถึงชุดที่ทำมาถูกๆ แล้วลงรูปดูดี วิธีดูเบื้องต้นก่อนสั่งมีไม่กี่จุด
สิ่งที่ต้องเช็กก่อนซื้อราวและฟุต:
- ความหนาของโปรไฟล์อะลูมิเนียม — ราวที่ใช้งานได้จริงควรหนาอย่างน้อย 1.5-2 มม. บีบด้วยมือแล้วไม่บุบ ของบางๆ หนาแค่ 1 มม. ใส่น้ำหนักแผงแล้วโก่งได้
- เกรดอะลูมิเนียม — ระบุ 6005-T5 หรือ 6061 ถือว่าใช้ได้สำหรับงานหลังคา ถ้าไม่ระบุเกรดเลยให้ระวัง
- ชนิดสกรูที่มาในชุด — สกรูที่ดีต้องเป็น stainless 304 ขึ้นไป เพราะโดนแดดโดนฝนทุกวัน สกรูเหล็กธรรมดาเป็นสนิมภายในปีเดียว
- มี load rating ระบุหรือเปล่า — ของที่ออกแบบมาสำหรับงานหลังคาจริงมักระบุ load rating หรือ wind speed rating ในสเปก ถ้าไม่มีตัวเลขนี้เลยควรถามก่อนสั่ง
ของถูกๆ ที่ไม่ได้ spec งานหลังคาไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้ทุกชิ้น แต่ความเสี่ยงสูงกว่า และถ้าแผงหลุดตอนลมแรง ค่าซ่อมหลังคาและแผงที่แตกจะแพงกว่าของดีตั้งแต่แรกหลายเท่า
3 จุดยึดที่ต้องแน่นพิเศษและที่ช่างมือใหม่มักข้ามไป
จากงานติดตั้งที่ทำผิดแล้วต้องแก้ มีจุดที่พลาดซ้ำกันอยู่ 3 จุด ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ถ้าไม่รู้ก็จะข้ามไปทุกครั้ง
จุดที่ 1: ฟุตยึดกับโครงหลังคา ต้องโดนตัวจริง ไม่ใช่แค่แผ่นเมทัลชีท
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการติดตั้งโซล่าเซลล์บนหลังคาคือการเจาะสกรูผ่านแผ่นเมทัลชีทโดยไม่ได้โดน purlin หรือโครงเหล็กด้านล่าง แผ่นเมทัลชีทรับแรงดึงได้น้อยมาก เจาะสกรูลงไปแล้วเดินสาย ดูเหมือนแน่น แต่พอลมพัดแรงสักครั้ง สกรูจะดึงแผ่นชีทออกมาเป็นรูโต
วิธีตรวจก่อนเจาะคือเคาะฟังเสียงตรงจุดที่จะวางฟุต ถ้าเสียงกลวงแสดงว่าด้านล่างว่าง ต้องเลื่อนตำแหน่งฟุตไปจนเจอเสียงทึบซึ่งคือโครงเหล็ก ระยะห่างระหว่างฟุตที่แนะนำทั่วไปอยู่ที่ไม่เกิน 1.2-1.5 เมตร ต่อช่วง เพื่อให้ราวรับน้ำหนักแผงได้โดยไม่โก่ง
L-FEET ตัวยึดหลังคาเมทัลชีท พร้อมยางกันซึม — แก้ปัญหาหลักของบทความ: รูเจาะหลังคาที่ไม่ได้ซีลทำให้น้ำซึมเข้า
ดูสินค้าฟุตที่มียางกันซึมมาในชุดช่วยลดปัญหาน้ำซึมได้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องซีลเพิ่มด้วยซิลิโคนหรือแฟลชชิ่งอยู่ดี ยางกันซึมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับรูที่รับน้ำฝนโดยตรง
จุดที่ 2: mid clamp และ end clamp ขันแน่นแค่ไหนถึงพอ
clamp ที่ขันแน่นเกินไปทำให้กรอบอะลูมิเนียมของแผงแตกร้าวที่ขอบ ขันไม่พอแผงเลื่อนออกจากราวได้เวลาลมพัด ค่า torque ที่ผู้ผลิต clamp ส่วนใหญ่แนะนำอยู่ที่ประมาณ 14-20 Nm แต่ถ้าไม่มีประแจวัดแรงบิด ให้สังเกตจากสัญญาณเหล่านี้
สัญญาณว่าขันพอแล้วโดยไม่ต้องมีประแจวัด:
- ลองดึงแผงด้วยมือสองข้างแรงๆ — แผงต้องไม่เลื่อนเลย
- ดูที่หน้าสัมผัสระหว่าง clamp กับกรอบแผง — ต้องแนบสนิท ไม่มีช่องว่าง
- ถ้าขันแล้วเห็นกรอบแผงเริ่มบุบหรือเปลี่ยนรูปร่าง — หยุดทันที ขันเกินแล้ว
MID CLAMP หนา 35 มม. 10 ตัว — ยึดกลางระหว่างแผง ตรงกับจุดยึดที่ 2 ที่บทความเน้นว่าต้องแน่นพิเศษ
ดูสินค้าMID CLAMP ยึดกลางระหว่างแผง ราคาต่ำ — ทางเลือกราคาประหยัดสำหรับจุดยึดที่ 2 ที่บทความเน้นความสำคัญ
ดูสินค้าmid clamp ยึดระหว่างแผงสองแผงที่อยู่ติดกัน ส่วน end clamp ยึดขอบนอกสุด ทั้งสองตัวต้องใช้คู่กัน ขาดตัวใดตัวหนึ่งแผงจะหลวมที่ด้านนั้น
END CLAMP สแตนเลส 304 ขนาด 30 มม. จากแบรนด์ PSI — ยึดริมแผงให้แน่นเข้ากับราง ป้องกันแผงหลุดที่บทความเตือน
ดูสินค้าEND CLAMP สแตนเลส 304 ขนาด 30-35 มม. ราคาต่ำกว่า — ยึดริมแผงให้แน่น ทางเลือกราคาประหยัดสำหรับช่างมือใหม่
ดูสินค้าจุดที่ 3: ปลายราวที่ยื่นออกมา ต้องมี end cap และยึดให้ครบ
ปลายราวที่เปิดโล่งไม่มี end cap เป็นจุดที่มองข้ามง่ายที่สุด แต่ผลที่ตามมาชัดเจนมาก เวลาลมพัดผ่านปลายราวที่เปิดอยู่จะเกิดเสียงหวีดหรือสั่นสะเทือน ถ้าราวยาวและมีแผงหลายแผงเสียงนี้จะดังพอที่จะรบกวนการนอนหลับได้
นอกจากเรื่องเสียง ปลายราวที่ไม่ได้ปิดยังทำให้ฝุ่น แมลง และน้ำเข้าไปสะสมในช่องโปรไฟล์ได้ ซึ่งเร่งการกัดกร่อนจากด้านใน และโครงทั้งชุดรับแรงได้ไม่สม่ำเสมอเพราะปลายราวไม่ได้ถูกยึดให้นิ่ง
ชุด clamp ที่ครบชุดมักมี end cap มาด้วย แต่ถ้าสั่งแยกชิ้นต้องเช็กว่ามีในรายการหรือเปล่า เพราะของพวกนี้ลืมสั่งแล้วต้องรอรอบใหม่
ชุด END CLAMP + MID CLAMP สแตนเลส 304 จากแบรนด์ PSI — ครอบคลุม 3 จุดยึดที่บทความเตือนว่าต้องแน่นพิเศษ (ริม กลาง ริม) เหมาะสำหรับหลังคาเมทัลชีทที่บทความกล่าวถึง
ดูสินค้ารูเจาะหลังคากับน้ำที่ซึมเข้ามา: วิธีกันน้ำที่ทำได้จริง
ทุกรูที่เจาะผ่านหลังคาคือช่องทางน้ำถ้าไม่ได้ซีลอย่างถูกวิธี และนี่คือจุดที่มือใหม่พลาดบ่อยที่สุด เพราะมองไม่เห็นปัญหาจนกว่าฝนจะตก
แฟลชชิ่งกันน้ำกับซิลิโคน ต่างกันยังไงและใช้อะไรในงานหลังคาโซล่า
ซิลิโคนอุดรูเปล่าๆ เป็นวิธีที่มือใหม่ทำกันบ่อย แต่ซิลิโคนคือวัสดุอุดที่ยืดหยุ่น ไม่ใช่วัสดุกันน้ำที่รับแรงดันน้ำฝนได้ในระยะยาว เวลาฝนตกหนักน้ำจะไหลสะสมรอบๆ สกรูและดันซิลิโคนที่อุดไว้ออกได้ทีละน้อย โดยเฉพาะถ้าซิลิโคนเริ่มเสื่อมสภาพจากแสง UV
แฟลชชิ่ง (flashing) ทำงานต่างออกไป มันคือแผ่นโลหะหรือยางที่ออกแบบมาให้น้ำไหลทับแล้วเบี่ยงออกด้านข้าง ไม่ใช่อุดรูเฉยๆ สำหรับงานกันน้ำรูเจาะหลังคาที่รับน้ำฝนโดยตรง แฟลชชิ่งร่วมกับซิลิโคน UV-resistant คือคำตอบ ไม่ใช่ซิลิโคนอย่างเดียว
ขั้นตอนซีลรูเจาะที่ทำได้เองโดยไม่ต้องรื้อแผง
ถ้าติดตั้งไปแล้วแต่ยังไม่ได้ซีล ยังแก้ได้โดยไม่ต้องรื้อแผงออก ทำตามลำดับนี้
ขั้นตอนซีลรูที่ทำหลังติดตั้งแล้ว:
- ทำความสะอาดรอบรู — เช็ดฝุ่นและคราบน้ำออกให้แห้งสนิทก่อน ซิลิโคนไม่ติดบนพื้นผิวที่มีความชื้น
- ใส่ซิลิโคน UV-resistant รอบโคนสกรูและฟุต — ทาให้รอบและเต็ม อย่าทาบางๆ แล้วรีบปาดออก
- ถ้ามีแฟลชชิ่งให้ใส่ก่อนซิลิโคน — แฟลชชิ่งต้องอยู่ใต้แผ่นชีทด้านบนและทับบนแผ่นชีทด้านล่าง ไม่ใช่แค่วางทับบนหน้าชีท
- รอให้แห้งสนิทก่อนทดสอบ — ซิลิโคนส่วนใหญ่แห้งใน 24 ชั่วโมง อย่าเร่งรีบ
หลังฝนตกครั้งแรกให้ขึ้นไปตรวจซ้ำ ดูรอบๆ ฟุตและตรงรูสกรูทุกจุด ถ้าเห็นคราบน้ำหรือสีเปลี่ยนแสดงว่ายังซึมอยู่และต้องซีลเพิ่ม อย่ารอให้น้ำหยดลงฝ้าเพดานแล้วค่อยไปดู เพราะกว่าจะเห็นหยดน้ำข้างล่าง ไม้หรือฉนวนข้างบนอาจเสียหายไปแล้ว
อ่านเพิ่มเติม: ขายึดแผงโซล่าเซลล์เมทัลชีท
อุปกรณ์ mounting โซล่าเซลล์ที่ควรมีก่อนขึ้นหลังคา
หลังรู้ว่าพลาดตรงไหนแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกอุปกรณ์ที่ใช่ตั้งแต่แรก ไม่ต้องซื้อซ้ำหรือแก้งานทีหลัง
ราวและฟุตที่ออกแบบมาสำหรับงานหลังคาจริง ดูอะไรก่อนซื้อ
อุปกรณ์ mounting โซล่าเซลล์ที่ดีไม่ได้แพงกว่าของทั่วไปมากนัก แต่ต้องรู้ว่าดูอะไร สิ่งที่ต้องเช็กก่อนตัดสินใจสั่ง:
- วัสดุราว: อะลูมิเนียมเกรด 6005-T5 หรือ 6061 ความหนาไม่ต่ำกว่า 1.5 มม.
- วัสดุสกรูและน็อต: stainless 304 ขึ้นไปทุกชิ้น ของที่มาในชุดแต่สกรูเป็นเหล็กธรรมดาให้ระวัง
- ฟุต L-FEET: ต้องมียางกันซึมที่โคน และรูสกรูต้องตรงกับระยะ purlin ที่วัดได้จริง
- load rating: ถ้าระบุตัวเลขได้ดีกว่าไม่ระบุ แม้จะเป็นตัวเลขจากผู้ผลิตก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
สกรูหัวหกเหลี่ยมเจาะหลังคา ใช้กับ L-FEET โซล่าเซลล์ — อุปกรณ์ที่ต้องมีก่อนขึ้นหลังคา เพื่อยึดให้แน่นจริง
ดูสินค้าสกรูหัวหกเหลี่ยมสำหรับงานหลังคาโดยเฉพาะสำคัญกว่าที่คิด สกรูทั่วไปที่ซื้อจากร้านวัสดุก่อสร้างไม่ได้ออกแบบมาสำหรับแรงดึงแบบนี้ ใช้ของที่ระบุว่าใช้กับ L-FEET โซล่าเซลล์ได้จะปลอดภัยกว่า
clamp, end cap และอุปกรณ์เสริมที่มักลืมสั่ง
ของเล็กๆ พวกนี้คือสิ่งที่ทำให้งานหยุดกลางทางบ่อยที่สุด เพราะลืมสั่งมาพร้อมกับราวและฟุต รายการที่ต้องเช็กให้ครบก่อนกดสั่ง:
- Mid clamp — ยึดระหว่างแผง คำนวณจำนวนจากจำนวนแผงลบหนึ่ง (แผง 4 ใบ → mid clamp 3 ตัวต่อแถว)
- End clamp — ยึดขอบนอกสุด ต้องการ 2 ตัวต่อแถว (หัวและท้าย)
- End cap — ปิดปลายราว ต้องการ 2 ตัวต่อราว 1 เส้น
- T-bolt — น็อตหัว T สำหรับสไลด์เข้าร่องราว ต้องมาพร้อม clamp ถ้าไม่มาในชุดต้องสั่งแยก
- ตัวต่อราว — ถ้าราวยาวไม่พอต้องต่อหลายท่อน ต้องมีตัวเชื่อมราว
- Cable clip — จัดระเบียบสายไฟให้ไม่ห้อยโตงเตง ป้องกันสายถูกลมดึงจนหลุดจากขั้วต่อ
- Grounding lug — ต่อสายดินเข้ากับราวอะลูมิเนียม งานไฟ DC ที่ไม่ต่อสายดินเสี่ยงกว่าที่คิด
ตัวต่อรางของโซล่าเซลล์ — อุปกรณ์ที่ต้องเช็คให้ครบก่อนขึ้นหลังคา เพื่อให้รางต่อกันแน่นและไม่หลวม
ดูสินค้าของพวกนี้ราคาไม่แพง แต่ถ้าลืมสั่งแล้วขึ้นหลังคาไปแล้ว ต้องลงมารอของรอบใหม่ซึ่งเสียเวลากว่ามาก เช็กรายการให้ครบก่อนกดสั่งชุดใหญ่จะดีกว่า
